googledab04a90da02905c.html ปัญหาประมง IUU
ReadyPlanet.com
dot dot
bulletบอร์ดแลกเปลี่ยนข้อมูล


สารคดี ผลกระทบการแก้ไขปัญหา IUU
ตลาดปลาสหกรณ์ประมงแม่กลอง
Facebook
แผนที่สหกรณ์


ปัญหาประมง IUU

       นาทีนี้  ชาวประมงทุกคน อยู่ในสภาพ "หมดหวัง"  กับความพยายมของภาครัฐในการแก้ปัญหาใบเหลือง ของอียู  และ Tire 3 ระดับการเฝ้าระวังด้านการค้ามนุษย์ ของสหรัฐอเมริกา  จนมองภาพลักษณ์ของชาวประมง เป็นโจรร้าย เป็นภัยของประเทศ   ลองมีดูแง่มุมอื่น ที่มีเเหตุ มีผลที่ชาวประมงพอจะรับฟังได้บ้าง

     นายวิชาญ  ศิริชัยเอกวัฒน์  เจ้าของกลุ่มบริษัท ศิริชัยการประมง ได้เขียนยุทธศาสตร์การประมงทะเลของไทย พร้อมข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล เคยเป็นอดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย ได้ให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาการทำประมงทะเลต่อกรณี IUU ว่า

รัฐบาลแก้โจทย์ผิด-ต้องนับหนึ่งที่ข้อมูลเพื่อความยั่งยืนประมงทะเล

ถ้าจะทำประมงให้เกิดความยั่งยืน ต้องไปเริ่มที่กฎหมายทะเล 1982 เขาให้เราขยายทะเลจาก 12 ไมล์ทะเล เป็น 200 ไมล์ เราก็ต้องรับผิดชอบด้วย คือจัดการให้เกิดความยั่งยืน เราก็ต้องกลับไปดูว่า เขาให้เราขยายทะเล เราขยายแล้ว วันนี้มีเท่าไร เรามีน่านน้ำไทยประมาณ 350,000 ตามรางกิโลเมตร

เมื่อเรามีน่านน้ำ 350,000 ตารางกิโลเมตร เราต้องมีการสำรวจ มีการศึกษา มีการประเมินว่ามีปลาอยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไร อย่างไร อันดับแรกต้องไปตั้งหลักตรงนั้นก่อน ประเมินว่ามีทรัพยากรเท่าไร แค่ไหน แล้วตรงนั้นก็จะไปกำหนดจำนวนว่าเราจะให้จับเท่าไร มันจึงจะสามารถออกลูกออกหลานให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนได้ คือมีปลาให้จับตลอดไป

สมมุติว่าผลสำรวจออกมาแล้ว ไทยมีปลาประมาณ 3 ล้านตัน/ปี ในอาณาเขตทะเล 350,000 ตารางกิโลเมตรนั้น ใน 3 ล้านตันนั้นให้จับหมดไม่ได้ ให้จับเพียงครึ่งหนึ่ง คือ 1.5 ล้านตัน ก็ต้องมาออกแบบว่าใน 1.5 ล้านตันนี้มีปลาอยู่ตรงไหนบ้าง จะใช้เครื่องมืออะไรจับ จำนวนเท่าไร แล้วถึงจะมาออกใบอนุญาต มันจึงจะสามารถแก้ตัว I (ผิดกฎหมาย) ใน IUU ได้ แต่ปัญหาคือเราไม่ได้แก้ทำในสิ่งเหล่านี้เลย มีการสำรวจไหม ก็มีการสำรวจ แต่เป็นในลักษณะการสำรวจเป็นครั้งคราว ที่จริงจะต้องมีการทำตลอดทั้งปี และทำทุกปี แล้วก็ทำทุกเครื่องมือ ทำทุกพื้นที่

แต่เราไม่ได้ทำ เราทำอยู่เครื่องมือเดียว คือ อวนลาก เป็นหลัก และก็ทำเป็นครั้งคราวอย่างที่บอก และตัวเลขที่ออกมาบอกว่าชาวประมงเคยจับปลาได้ 297 กิโลกรัม ในปี 2504 แต่มาวันนี้เหลือเพียง 15 กิโลกรัม 12 กิโลกรัม อะไรก็ว่าไป ซึ่งมันไม่ใช่ มันต้องทำข้อมูลใหม่ทั้งหมด แล้วจึงมาประเมิน มากำหนดโควตา แล้วจึงให้ใบอนุญาต พร้อมทั้งออกมาตรการกำกับดูแลว่าจะควบคุมอย่างไร จะให้รายงานอย่างไร

เรือทุกประเภททำลายทรัพยากรหมด

วันนี้เรามาทำเรื่องใบอนุญาต เรื่องการควบคุม ทำเรื่องการรายงาน แต่มันไม่ตอบสนองเรื่องความยั่งยืนของประมงเลย

ถามว่าวันนี้เราแก้ปัญหาถูกทางไหม ไม่มีทางหรอก มันก็ไปต่อไม่ได้ หากไม่เริ่มกลับไปนับหนึ่งที่การประเมินทรัพยากร นับสองที่การกำหนดโควตาการทำประมง และนับสาม คือต้องมีการจดทะเบียนเรือทุกลำ ทุกเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็นเรือเล็กเรือน้อย เรือพายเรือแจวทุกอย่างที่ทำประมง

ไปดูเมืองนอกในบางประเทศ ชาวบ้านธรรมดา นักตกปลาสมัครเล่น วันนี้อยากจะไปตกปลาทะเลก็ต้องไปซื้อใบอนุญาตนะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะเอาเบ็ดไปยืนริมตลิ่งแล้วก็ตกได้ เมืองนอกในหลายประเทศเขาบังคับว่า คุณจะต้องมาซื้อใบอนุญาต แล้วในใบอนุญาตก็จะกำหนดว่าวันนี้คุณจะตกกี่ตัว เราบอกว่าจะขอตกปลา 5 ตัว เราก็ซื้อใบอนุญาตขอตกปลา 5 ตัว พอตกครบแล้วก็ต้องเลิกกลับบ้าน จะจับเกิน 5 ตัวไม่ได้

ส่วนหนึ่งเป็นจิตสำนึกเขาเอง แล้วก็มีเงื่อนว่าห้ามจับปลาตัวเล็ก คุณก็ต้องปล่อย นี่คือการกำกับ เป็นกติกาในการควบคุม

แต่ไทยไม่เคยทำเลย และในวันนี้เราก็พยายามควบคุมเฉพาะเรือพาณิชย์ที่มีขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป แต่ถามว่าแล้วเรือเล็กกว่านั้นล่ะ มันควรต้องคุมหมด เพื่ออะไร เพราะในวันนี้ถามว่าประมงพื้นบ้านถามว่าทำลายไหม ก็ทำลายไม่แพ้เรือประมงพาณิชย์หรอก เพราะประมงพื้นบ้านเรือลำหนึ่ง อย่างสมัยก่อนเรืออวนลอย มีอวนลอยยาวประมาณ 50-100 เมตร แต่วันนี้เรือประมงพื้นบ้านมีการขยายอวนยาวเป็นกิโลฯ และประมงพื้นบ้านบางส่วนก็ใช้อวนตาถี่ เขามีหมดทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะประมงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้านก็ทำลายทรัพยากร ก็ทำลายเหมือนกันหมด แต่ด้วยความไม่เข้าใจ ตอนนี้เราจะมาเร่งจัดระเบียบกับเรือประมงทางพาณิชย์อย่างเดียว มันไม่ใช่

รัฐต้องกางมูลค่าส่งออก 35,000 ล้านให้ชัด แยกกุ้ง-ทูน่า-ปลาทะเล แล้วเจรจาใหม่

วันนี้วิธีการที่ถูกต้องที่รัฐบาลต้องทำ อันดับแรก ต้องไปคุยกับอียู เปิดโต๊ะเจรจา ต้องถามอียูว่าคุณต้องการจะจัดการเรื่อง IUU กับประมงทะเล หรือว่าต้องการกีดกันทางการค้า เอาให้ชัดเจนว่าเพราะอะไร วันนี้หากเราเอา ปลาที่ส่งไปอียู มูลค่าประมาณ 35,000 ล้านบาท เอามาแยกจะมี 3 ส่วน คือ กุ้ง ทูน่า และปลาทะเล

ในส่วนของ ปลาทะเลนี้มีมูลค่าไม่เกิน 5 พันล้าน ที่เหลืออีก 3 หมื่นล้าน มาจากกุ้งกับทูน่า ถามว่ากุ้งกับทูน่าเป็น IUU ตรงไหน เพราะกุ้งก็เพาะเลี้ยง และทูน่าก็นำเข้าจากต่างประเทศ

ฉะนั้น ถามว่าทำไมรัฐบาลไม่เจรจา เพราะด้วยความที่ไม่รู้ เวลาไปเจรจากับเขา คุณก็รับมาหมด ทำไมคุณไม่บอกว่าคุณ (อียู) ต้องแยกสินค้าที่ส่งออก ไม่อย่างนั้นคุณ NTB (Non-Tariff Barriers) เป็นการกีดกันทางการค้า คุณก็เอา 2 ส่วนนี้ (กุ้งกับทูน่า) ที่ไทยส่งออก แยกออกไปต่างหาก แล้วเหลือปัญหาปลาทะเล 5,000 ล้านบาท ที่ไทยต้องจัดการ ไม่ใช่ 30,000 ล้านบาท

วันนี้รัฐบาลตื่นเต้นเพราะอะไร เพราะ 35,000 ล้านบาท โอ้โห เศรษฐกิจกำลังแย่อยู่แล้ว รัฐบาลก็กลัวว่าจะแย่ไปอีก ซึ่งจริงๆ แล้วไม่เกี่ยวเลย

เมื่อเจรจาแล้ว จากนั้นการเจรจาว่าในการแก้ปัญหา IUU ของคุณ (อียู) ใช้เวลาเท่าไร 10 ใช่ไหม ใช้เงิน 1 แสนล้านบาทใช่ไหม แล้วคุณให้เวลาไทยเพียง 6 เดือนในขณะที่ไทยไม่มีเงินเลย ถามว่าแฟร์ไหม

จริงอยู่ เขาเตือนและให้เวลาเรานานแล้ว ส่วนนี้เราก็ผิดจริง แต่เราก็จะแก้ไขใหม่ คุณจะต้องให้เวลาเราทำ ไม่ใช่ว่าให้ 6 เดือน เพราะ 6 เดือนทำไม่ได้ เพราะการสำรวจทรัพยากร 6 เดือนสำรวจได้ไหม ก็ไม่ได้ อย่างน้อยเป็นปี แล้วจึงมากำหนดเงื่อนไข คำนวณอะไรต่างๆ ว่าประเทศไทยในอาณาเขต 350,000 ตารางกิโลเมตรนั้น จะมีปลาเท่าไร แล้วให้จับได้เท่าไรจึงจะเกิดความยั่งยืน โจทย์ตัวนั้นต้องใช้เวลาในการทำวิจัย ในการศึกษาต่างๆ

     รศ.ดร กังวาลย์ จันทรโชติ, ภาควิชาการจัดการประมง คณะประมง ม.เกษตรฯ บางเขน

การแก้ปัญหาประมงที่เราทำตอนนี้ เหมือนกับเราต้องการไล่หนูและแมลงสาบออกจากบ้าน ด้วยการเผาบ้าน การจัดการประมงมันมีหลายวิธี ที่ไม่ต้องเผาบ้าน การควบคุม fishing effort มีทั้ง input control and output control ซึ่งเราต้องใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไป ใน IUU ไม่ได้บอกเลยว่าต้องลดจำนวนเรือ บอกเพียงว่าต้องมีการจัดการประมงเพื่อความยั่งยืน เรามี Managementmeasures ที่หลากหลาย เช่น การกำหนดขนาดตาอวน การห้ามจับสัตว์ที่มีขนาดเล็กกว่ากำหนด การแบ่งเขตการทำประมง การกำหนดฤดูห้ามจับสัตว์น้ำ ซึ่งมาตรการเหล่านี้สามารถลด fishing effort โดยไม่สร้างความเสียหานให้แก่อุตสาหกรรมประมง เมืองไทยมีแต่คนคิดแบบแยกส่วน ไม่เคยคิดเป็นระบบและสร้าง scenario ไม่เป็น ผมขอยืนยันว่าชาวประมงส่วนใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยอย่างที่เราคิด แต่ละคนก็มีหนี้สินกันไม่น้อย ที่รวยจริงๆมีน้อยมาก ส่วนใหญ่อยู่ที่แม่กลองและมหาชัย ซึ่งความร่ำรวยจริงๆมาจากการซื้อขายที่ดิน ผมเองพยายามบอกกับคนมีอำนาจในเรื่องนี้ แต่เมื่อเขาคิดว่าอำนาจสามารถแก้ปัญหาได้ ก็แล้วแต่เขา ลองคิดกันดูนะครับ ระหว่างส่งออกไม่ได้ กับไม่มีสัตว์น้ำส่งออก อันไหน ร้ายแรงกว่ากัน

สิ่งที่ผมเขียนถึงอธิบดีกรมประมง

ผมได้ข้อมูลจากจังหวัดตราดว่ามีการจะจับกุมเรือทุกขนาด ที่ออกทำการประมงแล้วไม่มีอาชญาบัตรใบนายท้าย และทะเบียนเรือ ผมว่าสับสนกันไปแล้ว ผมเองไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐทำในตอนนี้ เราต้องการไล่หนูและแมลงสาบออกจากบ้าน ทำไมต้องเผาบ้านเพื่อไล่หนูและแมลงสาบครับ สังคมที่ไม่เข้าใจในเรื่องอุตสาหกรรมประมง ต่างก่นด่าเรืออวนลากโดยไม่เข้าใจ

โดยความเห็นส่วนตัว หากรัฐยังยึดอำนาจเป็นหลักต่อไป เกิดเรื่องแน่ๆ และอุตสาหกรรมประมงจะล่มสลาย ผมไม่เชื่อว่าหากให้เรือทั้งหมดทำการประมงต่อไปภายใต้เงื่อนไขที่เรากำหนด แล้วทรัพยากรประมงจะหมดไป ตอนผมเรียนที่คณะประมงก็พูดกันแล้วว่า overfishing เกือบห้าสิบปีที่ผ่านมาเราก็ยังทำการประมงได้ ผมยังคิดว่าทำไมเราไม่ทำการออกอาชญาบัตรให้ถูกต้อง แล้วใช้มาตรการกำหนดขนาดตาอวน ขนาดสัตว์น้ำที่อนุญาตให้จับ การแบ่งเขตการประมงให้ชัดเจน(ใช้ประโยชน์จาก vms. ให้เต็มที่) ทุกคนก็อยู่กันได้ การฆ่ากลุ่มหนึ่งทิ้งไปเพื่อให้กลุ่มที่เหลือได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น มันอำมหิตไปหรือเปล่าครับ

ในทางทฤษฎีนะครับ system to be governed จะประกอบด้วย natural system and social system ตอนนี้เราดูแต่ตัวแรกไม่สนใจตัวหลัง กลุ่มเรือที่จะได้ผลกระทบมากคือเรือขนาด 30-50 ตันกรอส พวกนี้ไม่ได้ร่ำรวยมีหนี้สินกันมาก พวกเถ้าแก่เรือที่รวยจริงๆเขามีเรือใหญ่ ไม่เดือดร้อน ผมฟังคุณพจน์พูดแล้วก็สลดใจ ธุรกิจของแกไม่เดือดร้อนใดๆ จากการหยุดจับปลา เพราะแกนำเข้าปลามาเป็นวัตถุดิบ แกก็รักษาผลประโยชน์ของแกอย่างเดียว คนอื่นจะฉิบหายขายตัวอย่างไรแกก็ไม่สนใจ

ตอนนี้ผมกำลังดูตัวเลขการส่งออกสินค้าประมงไปอียู จะศึกษาอย่างละเอียดพรุ่งนี้ ดูคร่าวๆแล้ว เราไม่น่าจะต้องเต้นมากเกินความจำเป็น เรากำลังเอาชีวิตคนไทยกลุ่มหนึ่ง ไปแลกกับเงินไม่กี่หมื่นล้านบาท ไม่ได้ส่งออกสัตว์น้ำ กับไม่มีสัตว์น้ำส่งออก เพราะชาวประมงส่วนหนึ่งถูกทำลายไป  อันใหนสำคัญกว่ากันครับ สิ่ งที่เป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมประมง คือคนที่ไม่เข้าใจในอุตสหกรรมนี้ทั้งระบบ เป็นผู้ให้ข้อมูลกับผู้มีอำนาจ ทำให้เกิดการตัดสินใจพลาดได้

 

ก็หวังว่า  สิ่งที่ท่าน ได้ถ่ายทอดออกมานี้  จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านให้ความสนใจ นำไปไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนลงดาบประหารชาวประมง  







Maeklong Fishery Cooperative 1989,
สหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด 200-201 หมู่ 5 ตำบลแหลมใหญ่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม-75000 โทรศัพท์ปั๊มน้ำมัน 0-3477-1140, ตลาดปลา 0-3477-1149, สำนักงาน 0-3477-1401, 77-1480, 77-1481 โทรสาร 0-3477-1481 ต่อ 106 Email : info@maeklong-fish-coop.net